คัมภีร์น้ำหอม

“ว่ากันด้วยเรื่อง  “ต้นกำเนิดของน้ำหอม

ตามหลักฐานพบว่า ชาวอียิปต์รู้จักการเผาน้ำหอมตั้ง 3,000 ปีก่อนคริสตกาล โดยราชินีอียิปต์  พระนามว่า Hatshepsut ทรงสนพระทัย และสนับสนุนให้มีการตามหาเปลือกไม้ดอกไม้กลิ่นต่างๆ  เพื่อมาทำน้ำหอมใช้ส่วนพระองค์  โดยหลังจากที่พระนางสิ้นพระชนน์ ชาวอียิปต์ได้สร้างสวนไม้หอม  และจารึกเรื่องราวของพระนางเกี่ยวกับการปรุงน้ำหอมลงศิลาจารึกเพื่อเป็นการสดุดี

ในช่วงแรกนั้น ผู้ที่มีสิทธิ์ได้ใช้น้ำหอมมีเพียงฟาร์โร  และนักบวชที่นำน้ำหอมไปประกอบพิธีบูชาเทพเจ้า  แต่ต่อมาเมื่อชาวอียิปต์สามารถผลิตน้ำหอมเองได้  น้ำหอมจึงเป็นที่นิยมใช้กันแพร่หลายทั้งอียิปต์  ถึงกับมีกฏหมายบังคับ  ให้ชาวอียิปต์ต้องพรมน้ำหอมอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง

ต่อมาเมื่อระเจ้าอล็กซานเดอร์มหาราช ได้บุกมาตีอียิปต์ ในศควรรษที่3 ถึงทำให้น้ำหอมแพร่หลายไปยังกรีก นักปรัชญาชาวกรีกได้ศึกษา เรื่องของกลิ่น กลไกลของกลิ่น การแพร่ของกลิ่นอย่างจริงจัง น้ำหอมถูกพัฒนาเป็นครั้งแรกในช่วงนั้น

กระบวนการของน้ำหอมได้เปลี่ยนไปจากการเผา  เป็นการนำแอลกอฮอล์มาเป็นตัวทำลาย  โดยคิดค้นขึ้นครั้งแรก  เมื่อนักเคมีชาวอาหรับได้ค้นพบการกลั่นขึ้นเป็นครั้งแรก โดยน้ำหอมกลิ่นแรกของโลก  ที่มาจากการกลั่นคือ  น้ำหอมกลินกุหลาบ

เนื่องจากมีปัจจัยเอื้อต่อการผลิต  เพราะเป็นทางผ่านทางการค้า  และมีสภาพอากาศที่เหมาะแก่การเพาะปลูกกอดไม้นานนานพันธุ์ ที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำหอม และยังมีการสนับสนุนจากเชื่อพระวงศ์อีกด้วย จึงทำให้อุตสากรรมน้ำหอม  กำเนิดขึ้นที่นี่  เป็นที่แรกในโลก

เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 19 น้ำหอมได้เข้าสู่กระบวนการอุตสากรรม  และแฟชั่น  โดยสุดยอดของน้ำหอมได้เกิดขึ้นในยุคนั้น
เมื่อปี1920 นักเดินทางชาวรัฐเซียได้เดินทางมาปารีส  และนำเสนอน้ำหอมขายให้กับ  แกลเบรียน ชาแนล  หรือดีไซน์เนอร์ก้องโลกนามว่า โคโค่ ชาแนล  น้ำหอมที่ถูกกล่าวขานว่าหอมที่สุดในโลก  จึงกำเนิดขึ้น   นั้นคือ Chanel NO.5