
” A girl should be two things classy and fabulous “
สิ่งที่ผู้หญิงควรมี 2 อย่าง คือ ความมีระดับ และ สไตล์ที่เริ่ด
By Coco chanel
คำคมสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้หญิงของ Coco chanel
น้ำหอม คือ สารละลายหอมระเหยทำจากน้ำมันกับแอลกอฮอล์ มีกลิ่นที่สกัดมาจากดอกไม้ในธรรมชาติหรือกลิ่นที่สังเคราะห์ขึ้นมาผสมอยู่ ใช้ทาหรือพ่นตามเสื้อผ้าหรือร่างกาย น้ำหอมจะระเหยออกมาพร้อมกับส่งกลิ่นหอมชวนดมออกมาด้วย มีหลายกลิ่น บางกลิ่นเกิดจากการนำกลิ่นดอกไม้หลายชนิดมาผสมกัน มีการผลิตบรรจุขวดขายหลายยี่ห้อ อาทิ Artistry, CK, DKNY, LACOSTE, Ralph Lauren, Dior ฯลฯ ส่วนน้ำหอมปรับอากาศในรถยนต์ อาทิ BALDINY
5 ประเภทของ “น้ำหอม” ที่ควรรู้ไว้ก่อนเสียตังค์ซื้อ
1. น้ำหอมประเภท Eau Fraiche (โอ แฟร้ช)
น้ำหอมที่มีคำว่า Eau Fraiche เขียนอยู่บนกล่อง คือน้ำหอมประเภทที่เจือจางที่สุด โดยมีส่วนผสมของน้ำมันหัวน้ำหอมแค่ 1%-3% เท่านั้น นอกนั้นอีกกว่า 97% จะเป็นแอลกอฮอล์กับน้ำ น้ำหอมประเภทนี้จึงมีกลิ่นค่อนข้างอ่อน และกลิ่นของน้ำหอมจะอยู่บนตัวไม่ทนนัก เพียงแค่ประมาณ 1 ชั่วโมง กลิ่นของน้ำหอมแบบ Eau Fraiche ก็จะหายไปจนเกือบหมด
2. น้ำหอมประเภท Eau de Cologne (โอ เดอ โคโลญจน์) (EDC)
เข้มข้นขึ้นมาอีกนิดหนึ่งกับน้ำหอมประเภท Eau de Cologne หรือที่เรามักเรียกกันสั้นๆว่า โคโลญจน์ นั่นเอง น้ำหอมประเภทนี้จะมีหัวน้ำหอมประมาณ 2%-4% กลิ่นของโคโลญจน์จึงติดได้นานขึ้นอีกนิดเมื่อเทียบกับ Eau Fraiche โดยอยู่ที่ประมาณ 2-3 ชั่วโมง จากนั้นกลิ่นก็จะจางหายไป
3. น้ำหอมประเภท Eau de Toilette (โอ เดอ ตัวแล้ท) (EDT)
น้ำหอมประเภท Eau de Toilette จะมีหัวน้ำหอมผสมอยู่ประมาณ 5%-15% (ส่วนใหญ่จะใส่อยู่ที่ราว 10%) ความเข้มข้นจึงมีมากกว่าโคโลญจน์และอยู่ได้นานกว่า โดยทั่วไป โอ เดอ ตัวแล้ท จะมีกลิ่นติดอยู่บนตัวเราได้ประมาณ 3-5 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นว่ามากน้อยแค่ไหน ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจถ้าเราซื้อน้ำหอมจากเคาท์เตอร์แล้วมันอยู่ได้แค่ 3-4 ชั่วโมงกลิ่นก็เริ่มจาง นั่นเพราะตามหลักการ Eau de Toilette ก็คงทนอยู่ได้แค่ประมาณนั้น
4. น้ำหอมประเภท Eau de Parfum (โอ เดอ ปาฟูม) (EDP)
น้ำหอมประเภท Eau de Parfum (โอ เดอ ปาฟูม) ที่เรามักนิยมเรียกกันสั้นๆว่า “เพอร์ฟูม” ตามแบบภาษาอังกฤษ แต่อันที่จริงต้องระวังว่าจะเกิดความสับสนด้วย เพราะ Eau de Parfum กับ Perfume นั้นเป็นน้ำหอมคนละประเภทกัน โดย Eau de Parfum จะมีหัวน้ำหอมผสมอยู่ที่ราว 15%-20% (ส่วนใหญ่จะใส่อยู่ที่ราว 15%-16% ไม่ค่อยเกินจากนี้เท่าไหร่) ซึ่งเข้มข้นขึ้นมามากกว่า Eau de Toilette อีกระดับ และกลิ่นจะติดตัวเราได้ประมาณ 6-10 ชั่วโมง
5. น้ำหอมประเภท Parfum (ปาฟูม) หรือ Perfume (เพอร์ฟูม)
อย่างที่เราบอกไว้แล้วว่าน้ำหอมประเภท “Eau de Parfum” กับ “Parfum” นั้นเป็นคนละตัวกัน นั่นเพราะหากเราเรียกว่า Parfum หรือ Perfume แบบโดดๆเดี่ยวๆ ตามหลักการย่อมหมายถึงนำ้หอมประเภทที่มีน้ำมันหัวน้ำหอมประมาณ 20%-40% ผสมอยู่ น้ำหอมประเภท ปาฟูม หรือ เพอร์ฟูม จึงมีเนื้อสัมผัสที่ “มันวาว” มากกว่าน้ำหอมชนิดอื่นๆ ด้วยส่วนผสมของน้ำมันหัวน้ำหอมที่มากกว่านั่นเอง ด้วยความเข้มข้นที่มากขนาดนี้มันจึงมีราคาที่แพงกว่าน้ำหอมประเภทอื่น และกลิ่นจะอยู่ติดตัวเราได้ทนกว่า โดยอาจจะติดตัวได้นานถึง 12-24 ชั่วโมงได้เลยทีเดียว และด้วยราคาที่แพง แถมยังหาซื้อยากอีกด้วย เราจึงไม่ค่อยได้พบเห็นใครใช้น้ำหอมประเภท “Parfum” แบบนี้มากนักตัวอย่างของน้ำหอมประเภทนี้เช่น น้ำหอมกลิ่น ‘No1’ จาก Clive Christian ซึ่งมีน้ำมันหัวน้ำหอมผสมอยู่ 25% ในราคา 20,250 บาทต่อ 50 มิลลิลิตร













